26 กรกฎาคม 2562 ผลวิจัยชี้ความเชื่อ “โลกร้อนเป็นวงจรธรรมชาติ” ไม่เป็นความจริง

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2742085

ภาวะโลกร้อนในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงในวงกว้างถึงระดับสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศครั้งใดในรอบ 2,000 ปีที่แล้วจะเทียบเทียมได้ รายงานวิจัยล่าสุด 3 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature และวารสาร Nature Geoscience ต่างระบุว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงผันผวนของอุณหภูมิโลกในปัจจุบันนั้น สูงกว่าสถิติในประวัติศาสตร์ที่ได้เคยมีการเก็บข้อมูลกันมาอย่างมาก โดยมีความรุนแรงยิ่งกว่า “ยุคน้ำแข็งน้อย” (Little Ice Age) ที่รู้จักกันดีเสียอีก ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติผู้ทำการวิจัยดังกล่าวชี้ว่าผลการศึกษานี้ได้หักล้างข้อสงสัยที่มีมานานเรื่องภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ไม่มีอยู่จริง แต่มีผู้อ้างว่าเป็นเพียงวงจรการเพิ่มและลดของอุณหภูมิตามธรรมชาติเท่านั้น คลื่นความร้อนที่ปกคลุมยุโรปในปีนี้ อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก มีการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกตลอดช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ที่ภูมิอากาศผันผวนอย่างรุนแรงรวมอยู่ด้วยหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “ภาวะอากาศร้อนยุคโรมัน” (Roman Warm Period) ระหว่างคริสต์ศักราช 250-400 ซึ่งทั่วยุโรปมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ไปจนถึงยุคน้ำแข็งน้อยที่เริ่มขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 ซึ่งทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของโลกลดต่ำลงอย่างยาวนานติดต่อกันหลายร้อยปี หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงระดับอุณหภูมิในอดีตกว่า 700 ชิ้น ซึ่งรวมถึงวงปีของต้นไม้ แนวปะการัง และดินตะกอนก้นทะเลสาบจากแหล่งต่าง ๆ ชี้ว่าไม่มีปรากฏการณ์ที่อากาศร้อนขึ้นหรือหนาวเย็นลงครั้งใดจะมีความรุนแรงหรือส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วทั้งโลกได้ เท่ากับภาวะโลกร้อนที่เริ่มเกิดขึ้นนับแต่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18-19 เป็นต้นมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ายุคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 สหัสวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ ช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่ถึงกว่าร้อยละ 98 ทั่วโลกในเวลาเดียวกัน ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศครั้งอื่น ๆ ไม่เคยส่งผลกระทบถึงร้อยละ 50 ของพื้นที่โลกทั้งใบในแต่ละครั้ง อากาศหนาวเย็นผิดปกติในช่วงยุคน้ำแข็งน้อย ทำให้ชาวยุโรปพากันออกมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งตามท้องถนน ผลวิจัยสรุปว่าภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงสูงกว่าและแตกต่างจากเหตุการณ์ภูมิอากาศผันผวนในอดีตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นยุคน้ำแข็งน้อยนั้นมีความรุนแรงสูงสุดในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนช่วงศตวรรษที่ 15 ในขณะที่ยุโรปกลับเกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งห่างกันถึง 300 ปี ส่วนเหตุการณ์ “ภาวะอากาศร้อนยุคกลาง” (Medieval Warm Period) ในช่วงคริสต์ศักราช 950-1250 นั้น ครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ 40 ของโลกเท่านั้น หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเบิร์นของสวิตเซอร์แลนด์อธิบายว่าความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งรุนแรง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นแบบสุ่ม ไม่ใช่วัฏจักรที่มีกำหนดแน่นอน นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยยังไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่า ความผันผวนของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ในอดีตซึ่งเป็นวงจรตามธรรมชาติ ได้ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกแต่อย่างใดด้วย “ดังนั้นความเห็นของบางฝ่ายที่ระบุว่า ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเป็นเพียงวงจรตามธรรมชาติที่เราไม่ควรต้องไปวิตกกังวล จึงถือเป็นข้ออ้างเลื่อนลอยที่ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับอย่างเพียงพอ”